เกาะติดเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวได้ที่

Home >> News - คมชัดลึก >> คนรักบ้าน-ยานยนต์ >> รถไฟฟ้ามาแน่

รถไฟฟ้ามาแน่

04-Oct-2009 12:10




จบไปแล้วกับงานโชว์รถยนต์ที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หมุนเวียนกันไปในประเทศต่างๆ แฟรงก์เฟิร์ต ออโต้ โชว์ ถือเป็นงานแสดงรถต้นแบบที่กล่าวได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึง เทคโนโลยีของรถยนต์ในอนาคตอันใกล้

 และครั้งนี้รถยนต์ไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) ที่ค่ายรถยนต์เกือบจะทุกค่ายเปิดผ้าคลุมรถไฟฟ้า โดยเฉพาะกับ ออดี้ อี-ทรอน  (AUDI e-tron) เป็นรถต้นแบบที่ดึงดูดผู้เข้าชมได้อย่างล้นหลาม จนทำให้รถเด่นรถดังจากค่ายอื่นๆ กร่อยไปถนัดใจ

  อี-ทรอน  เป็นรถไฟฟ้าสปอร์ตแรงสูงที่ได้พื้นฐานมาจากสปอร์ตหรูอาร์8 (R8) ของออดี้ แรงขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าอิสระทั้งสี่ตัวจากสี่ล้อ ให้แรงม้ามากกว่าสามร้อยแรงม้า ด้วยตัวถังน้ำหนักเบาจากคาร์บอนไฟเบอร์และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เป็นอะลูมินียมทำให้  อี-ทรอน  มีอัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 4.8 วินาที

 อี-ทรอน  ใช้แบตเตอรี่ ลิเธียม ไออน เป็นแหล่งพลังงานไปขับเคลื่อนมอเตอร์ทั้งสี่ตัวเมื่อไฟเต็มหม้อวิ่งได้ระยะทางถึง 150 ไมล์ความเร็วสูงสุด อี-ทรอน ทำได้ 124 ไมล์ต่อชั่วโมง เมื่อแบตหมดไฟใช้เวลาชาร์จแบต 6-8 ชั่วโมง

 ส่วนค่ายเรโนลต์ พัฒนารถจากพื้นฐานของ นิสสันลีฟ รถไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมในงานรองลงมา ค่ายเปอร์โยต์ ซีตรองที่ใช้พื้นฐานจากมิตซูบิชิ MiEV ส่วนรถโอเปิล แอมปีรา รถไฟฟ้าที่ได้พื้นฐานจากรุ่น โวลล์ ของ เจนเนอรัลมอเตอร์

 รัฐบาลของ เยอรมนี  คาดหวังกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะออกวิ่งอยู่บนถึงล้านคันภายในปี 2020 (ปัจจุบันมีรถไฟฟ้าวิ่งอยู่บนถนนในเยอรมนีประมาณ 1,000 คัน) ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลของเยอรมนีจึงให้เงินสนับสนุนกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในการพัฒนาประสิทธิภาพโดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรี่อันเป็นแหล่งเกิดกำลังงาน คนในรัฐบาลบอกว่าการใช้รถไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายังต้องซื้อแบตเตอรี่จากต่างประเทศการประหยัดเงินจากการนำเข้าน้ำมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

 เช่นเดียวกับรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโอบามา ก็พร้อมที่จะสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาเรื่องของแบตเตอรี่ให้มีระยะทางในการใช้งานที่ยาวขึ้นสะดวกมากขึ้น ก็คงไม่แปลกใจที่จะกำหนดทิศทางของรถยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ (ปี 2010) ได้ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าแน่นอนที่แม้แต่ราชาแห่งรถหรูหราอย่างโรลส์รอยซ์ก็กำลังพัฒนารุ่น  PHANTOM ให้เป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อน

 ผู้บริหารจากค่ายแอสตันมาตินนั้น กลับมีความเห็นที่แปลกแยกออกไปว่า ขณะนี้เร็วไปสำหรับรถไฟฟ้าที่จะนำมาใช้งานบนถนนทดแทนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน

  "รถยนต์ไฟฟ้า ถ้าจะเห็นกันจริงๆ จังๆ ก็ต้องผ่านปี 2015 ไปแล้ว และแม้จะผ่านเวลานั้นไป ปัญหาเรื่องการชาร์จไฟ การเปลี่ยนแบตก็จะยังไม่หมดไป" ผู้บริหารแอสตันมาตินกล่าว
 
 แอสตันมาติน จะมุ่งเน้นไปที่พลังงานไฮโดรเจนและวางแผนไว้ว่ารถพลังงานไฮโดรเจนจะออกมาวิ่งแบบแมส บนถนนได้ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป ทิศทางของค่ายนี้  น่าจะสอดคล้องกับยักษ์ใหญ่อย่างจีเอ็ม ซึ่งพร้อมจะขับเคลื่อนกระบวนการผลิตรถพลังไฮโดรเจนออกสู่ท้องตลาด ได้ทันทีที่อุปสรรคเรื่องรถพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell)

  ในมุมมองของ จีเอ็ม มีอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ สถานีเติมก๊าซไฮโดรเจน ที่รัฐจะต้องออกมาสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ เพราะรถฟิวเซลเติมไฮโดรเจนครั้งหนึ่งจะสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 300 ไมล์ ซึ่งใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง

 อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้รถยนต์ที่เราจะใช้กันก็คือ รถไฟฟ้า แม้จะมีปัญหาเรื่องการใช้งานต่อครั้งในการชาร์จแบต ที่ทุกค่ายเน้นไปที่ระบบปลั๊กอิน ปัญหาสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าในเรื่องของความปลอดภัยจากการใช้ดูเหมือนว่าผู้ผลิตรถยนต์ยังให้ความมั่นใจกับผู้ใช้ยังไม่เต็มร้อย เพราะปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมากำหนดมาตรฐานในเรื่องของความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถนอกจากผู้ผลิตรถไฟฟ้า (หรือผู้ขาย) ที่ออกมาพูดแต่เพียงว่าปลอดภัย

  มาตรฐานความปลอดภัยในรถไฟฟ้าทุกอย่างทุกประเด็นยังไม่มีใครออกมาพูดถึงว่าควรจะมีมาตรฐานอย่างไร เช่น ทำอย่างไรที่จะไม่เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟช็อต รถที่เกิดอุบัติเหตุจากการชน ไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้ขับเคลื่อนนั้นจะส่งผลต่อผู้ขับหรือผู้โดยสารหรือไม่อย่างไร หรือแม้แต่การระเบิดของแบตเตอรี่ ถ้าเกิดขึ้นจะมีความรุนแรงแค่ไหน ส่งผลอย่างไรต่อผู้ที่อยู่ในรถ

 ครับเราท่านในฐานะผู้บริโภคผู้เสพเทคโนโลยี จะต้องติดตามพัฒนาการของยานยนต์ในอนาคตกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพราะชีวิต (ความปลอดภัย) ของเรา กระเป๋า (ราคาตัวรถและค่าบำรุงรักษา) เราจะต้องรับผิดชอบกันเอง



previous
next