เกาะติดเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวได้ที่

Home >> News - คมชัดลึก >> การศึกษา >> ทารกไทยพิการแต่กำเนิด4หมื่นคนต่อปี

ทารกไทยพิการแต่กำเนิด4หมื่นคนต่อปี

03-Dec-2012 06:12




ทารกไทยเกิดใหม่พิการแต่กำเนิด 4 หมื่นคนต่อปี จี้รัฐบรรจุ "โฟเลท ไอโอดีน เหล็ก" เข้าชุดสิทธิประโยชน์ ย้ำมีงานวิจัยชัดเจนช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดได้ถึง 50%

                          3 ธ.ค. 55  ที่โรงแรมเดอะสุโกศล สมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิด (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว "ผนึกกำลังหยุดความพิการแต่กำเนิดในประเทศไทย" โดย ศ.พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิดฯ กล่าวว่า วันที่ 3 ธ.ค. เป็น "วันคนพิการสากล" ประเทศไทยแม้ทำงานเพื่อพัฒนาสิทธิความเท่าเทียมของผู้พิการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดความเข้าใจเรื่องป้องกันความพิการแต่กำเนิด ซึ่งแต่ละปีพบ 24,000 - 40,000 คน จากทั้งพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโภชนาการ ซึ่งสามารถป้องกันได้

                          ศ.พญ.พรสวรรค์ กล่าวอีกว่า มี 4 เรื่องที่ต้องเร่งผลักดัน คือ 1. รัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสร้างระบบดูแลรักษาแบบองค์รวม 2. ให้ความรู้ด้านการป้องกันเพื่อลดอุบัติการณ์ 3. บรรจุ Triferdine ซึ่งประกอบด้วยโฟเลท ไอโอดีนและธาตุเหล็ก ให้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์เข้าถึงอย่างเท่าเทียม ซึ่งปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผลิตยาดังกล่าวและกรมอนามัยแจกจ่ายให้โรงพยาบาลต่างๆ แต่ปรากฏว่าแพทย์ไม่กล้าใช้เนื่องจากยังไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ 4. สร้างเครือข่ายระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ให้ชุมชนสามารถดูแลกันเองได้ ซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะหากประเทศไทยมีเด็กที่ไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์จำนวนมาก จะไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

                          "อยากให้รัฐมีการผลักดันเรื่องการให้สารโฟเลท ไอโอดีนและธาตุเหล็กแก่หญิงตั้งครรภ์อย่างจริงจัง เพราะเป็นสารที่สำคัญในการสร้างตัวอ่อน จะให้ความสำคัญเพียงสารตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ โดยเฉพาะโฟเลทมีการวิจัยยืนยันว่าสามารถช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดได้ถึง 50% ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและออสเตรเลียได้มีการเสริมสารโฟเลทในขนมปัง เค้ก หรืออาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ประชากรทุกคนได้รับสารโฟเลทด้วยแต่เมืองไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น"

                          ศ.พญ.พรสวรรค์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้โรงเรียนแพทย์ 8 แห่ง ได้แก่ รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ ม.ธรรมศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า จึงร่วมกันจัดทำคู่มือคัดกรอง ป้องกันความพิการใน 5 กลุ่มโรคที่พบบ่อย ได้แก่ 1. อาการดาวน์ซินโดรม 2. หลอดประสาทไม่ปิด 3. ปากแหว่งเพดานโหว่ 4. แขนขาพิการแต่กำเนิด และ 5. กล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรมดูเชนน์

                          ศ.พญ.พรสวรรค์ กล่าวอีกด้วยว่า คู่มือจะนำไปอบรมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และชุมชน ใน 22 จังหวัด ตั้งแต่ป้องกันปัจจัยเสี่ยง อาทิ การกินยาบางชนิด เช่น ยาโรคลมชัก ยารักษาสิว จะรบกวนการสร้างตัวอ่อนทำให้เกิดโรคหลอดประสาทไม่ปิด ซึ่งมีอาการตั้งแต่กระดูกสันหลังโหว่ เนื้อสมองยื่น รุนแรงไปจนถึงไร้กะโหลกศีรษะ และเสียชีวิต นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันได้ด้วยโภชนาการ โดยเฉพาะการกินโฟเลท ซึ่งมีในผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักบุ้ง ตำลึง เป็นต้น นอกจากคู่มือสำหรับบุคลากรสาธารณสุขแล้ว ยังจัดทำ Home Program เพื่อให้ชุมชนและครอบครัวดูแลผู้พิการได้

                          ด้านนางสุมณฑา โพธิ์อ่อน อายุ 40 ปี แม่ของเด็กหญิงนัฐกาญจน์ โพธิ์อ่อน หรือ "น้องอิน" วัย 5 ขวบ ซึ่งเป็นโรคหลอดประสาทไม่ปิด กล่าวว่า ตนเองแต่งงานช้า ทำให้มีลูกคนแรกเมื่ออายุ 36 ปี ตนดูแลสุขภาพอย่างดี กินอาหารที่ประโยชน์ แต่เมื่อตั้งครรภ์เดือนที่ 3 พบว่า น้ำหนักตัวไม่ขึ้น แพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ฝากครรภ์ก็ไม่ได้แนะนำอะไร ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล เมื่ออัลตร้าซาวด์ พบว่า ทารกเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิด เมื่อคลอด

                          "น้องอิน" มีถุงน้ำที่หลัง และมีน้ำในสมอง ทำให้หัวโต แต่ทีมแพทย์รักษาอย่างรวดเร็ว สมองจึงไม่ได้รับความเสียหายมาก แต่ก็เรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กปกติ ปัจจุบันยังไม่สามารถเดินเองได้ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ซึ่งถือเป็นบทเรียนอย่างใหญ่หลวงที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใคร หากรัฐบาลมีมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะเรื่องโภชนาการก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

 

 

--------------------

(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)

 

 

 



previous
next